การเลือกใช้กล้องถ่ายภาพ

 
          การที่จะเลือกใช้กล้องชนิดใดในการใช้งาน จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะกล้องแต่ละชนิดนั้นมีราคาแพง ซึ่งหากเลือกผิดพลาด อาจทำให้เสียเงิน และเสียเวลาโดยที่ได้ผลไม่คุ้มค่า โดยหนังสือเล่มนี้จะกล่าวถึงการเลือกใช้กล้อง ในการใช้งาน เพื่อเป็นส่วนประกอบในการตัดสินใจ ดังนี้

          1. ความจำเป็นในการใช้งาน ผู้ใช้ต้องทราบจุดประสงค์ในการใช้งาน ลักษณะของงานทีต้องการ เช่น ถ้าต้อง การถ่ายภาพเพียงเพื่อเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก หรือลักษณะอื่น ๆ ที่ไม่ต้องการความคมชัดมากหรือไม่จริงจัง กับการถ่ายภาพ เท่าใดนัก ควรเลือกใช้กล้อง ขนาดเล็ก เช่น กล้องใช้ฟิล์มกลัก ขนาด 110 หรือ 126 ซึ่งราคาถูกกว่า (แต่ปัจจุบันกล้องชนิด นี้หลายบริษัทเลิกผลิตแล้ว) แต่ถ้าหากต้องการถ่ายภาพที่ได้คุณภาพ ราคาปานกลางและต้องการความสะดวกรวดเร็ว น้ำหนักเบา ควรเลือกใช้กล้อง ขนาด 35 มม. ชนิดคอมแพค ซึ่งมีหลายรูปแบบและหลายราคาให้เลือกใช้งาน แต่ส่วนใหญ่แล้ว มักจะใช ้ กล้องขนาด 35 มม. สะท้อนเลนส์เดี่ยว ซึ่งสามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ รับรูรับแสงได้ เหมาะสำหรับถ่ายภาพชนิดต่าง ๆ รวมถึงใช้ เทคนิคในการสร้างสรรค์ภาพได้ตามต้องการ แต่ถ้าหากต้องการถ่ายภาพเพื่อต้องการความคมชัดและขยายใหญ่มาก หรือเป็นนักถ่ายภาพอาชีพ ควรเลือกใช้กล้องกล้อง 120. ชนิดสะท้อนเลนส์เดี่ยว หรือกล้องวิว สำหรับถ่ายภาพในสตูดิโอ หรือในร้านถ่ายภาพ แต่ก่อนที่จะใช้กล้องพวกนี้ ต้องศึกษาและฝึกฝนการถ่ายภาพให้เกิดความชำนาญเพราะราคากล้องค่อนข้างสูง มีราคาตั้งแต่ 50,000 บาท จนถึง 200,000 บาท หากต้องการถ่ายภาพเพื่อเผยแพร่ทางคอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ต ควรเลือกใช้กล้องดิจิตอล

           2. ฟิล์มที่ใช้ ควรเลือกใช้กล้องถ่ายภาพที่มีฟิล์มจำหน่ายโดยทั่วไปและราคาถูก คุ้มกับการผลงานที่ได้ ปัจจุบัน ฟิล์มที่นิยมใช้กันมาก คือขนาด 35 มม. ส่วนฟิล์มแบบกลัก 110 หรือ 126 ปัจจุบันมีผู้ผลิตน้อย ราคาล้าง อัด ขยายภาพ ต่อม้วนจะเท่ากันกับขนาด 35 มม. แต่ถ้าต้องการถ่ายภาพเพื่อขยายใหญ่ เช่น ภาพโปสเตอร์ ภาพโฆษณา ควรใช้กล้องที่ใช้ฟิล์มขนาด 120 หรือฟิล์ม 2 นิ้ว หรือกล้องวิวที่ใช้ฟิล์มแผ่น อีกทั้งต้องคำนึงถึงแหล่งให้บริการสำหรับล้าง อัด ขยายภาพด้วย

           3. งบประมาณ เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอย่างมาก เพื่อให้ได้ผลงานออกมาคุ้มค่ากับการลงทุน และผลประโยชน์ ที่จะได้รับจากการถ่ายภาพ กล้องที่มีประสิทธิภาพดี ราคาย่อมสูงขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้อง ขนาด 35 มม. สะท้อนเลนส์เดี่ยวที่นิยมใช้กันมีราคาตั้งแต่ 5,000 บาท จนถึง 200,000 บาท ขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของบริษัทที่ผลิต คุณภาพของวัสดุที่ใช้ผลิต หรืออุปกรณ์เสริมต่าง ๆ ที่เพิ่มเติม เช่น ความเร็วชัตเตอร์ บางรุ่นสูงถึง 1/8000 วินาที หรือระบบอิเล็คทรอนิกส์ ต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการถ่ายภาพ ผู้ที่จะเลือก ซื้อกล้องต้อง คำนึงถึงราคาเมื่อ เปรียบเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับจากกล้องถ่ายภาพเป็นสำคัญ

             4. การบำรุงรักษา เป็นสิ่งที่สำคัญเพราะกล้องบางชนิดมีความบอบบางมาก กล้องทุกชนิด จะไม่เหมาะ สำหรับการใช้งานในสภาพอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม เช่น อากาศร้อนจัด มีความชื้นสูง ดังนั้นก่อนการใช้งานควรศึกษา และปฏิบัติตามวิธีการใช้กล้องแต่ละชนิดให้ดี ควรเลือกใช้กล้องที่แข็งแรงทนทานเหมาะสมกับสภาพการใช้งานของกล้อง อาจศึกษาได้จากคู่มือการใช้กล้อง สอบถามจากคนที่เคยใช้หรือผู้รู้ให้แน่ชัดก่อนตัดสินใจ

             การเลือกซื้อกล้องถ่ายภาพ

                หลังจากที่ได้ศึกษารายละเอียดต่าง ๆ ของกล้องแล้ว ควรศึกษาเรื่องการเลือกซื้อกล้องถ่ายภาพ เพราะกล้องถ่ายภาพ เป็นอุปกรณ์ที่มีราคาแพง และมีกลไกการทำงานทีละเอียดอ่อน เมื่อตัดสินใจเลือกชนิดของกล้องถ่ายภาพได้แล้ว มีหลักในการเลือกซื้อกล้อง คือ

    1. ตรวจดูสภาพภายนอกของกล้อง จะต้องไม่มีรอยขีดข่วน รอยบุบ หรือคราบสนิม หรือคราบสกปรก น็อตทุกตัวไม่มีรอยถูกไข หรือแกะ อยู่ในกล่องที่มีการบรรจุอย่างดี เช่น กล่องโฟม หรือ อุปกรณ์กันกระแทกอื่น ๆ (ยกเว้นกรณีเป็นกล้องที่ใช้งานแล้ว หรือกล้องมือสองอาจจะไม่มีกล่อง) ใช้หูแนบกับตัวกล้องทดลองสั่นเบา ๆ ต้องไม่มีเสียงเศษอุปกรณ์หลุด หรือหลวม
    2. ทดสอบการใช้งาน ลองขึ้นฟิล์มดู คานขึ้นฟิล์มต้องไม่หลวม เมื่อขึ้นฟิล์มสุดแล้ว ควรดีดกลับมาที่เดิม ลองลั่นชัตเตอร์ เพื่อหาข้อบกพร่อง จะต้องเป็นเสียงปรกติ ลองเปลี่ยนความเร็วชัตเตอร์หลาย ๆ ระดับแล้วลองลั่นชัตเตอร์ทุกระดับความเร็ว สังเกตว่าความเร็วของชัตเตอร์เปลี่ยนแปลงหรือไม่
    3. ตรวจดูความเรียบร้อยภายในกล้อง เปิดฝาหลังกล้อง (ขณะที่กล้องไม่มีฟิล์ม) ตรวจดูความเรียบร้อย สภาพภายในของกล้อง ต้องไม่มีรอยขีดข่วนหรือคราบสกปรก ม่านชัตเตอร์ต้องเรียบไม่โป่งหรือบิดงอ ทดลองขึ้นฟิล์ม และสังเกตว่ากลไกภายในกล้องเคลื่อนที่สัมพันธ์กันหรือไม่
    4. ทดสอบเลนส์ เป็นสิ่งที่สำคัญ เลนส์ต้องสะอาด และมีสารเคลือบเลนส์ บางบริษัทอาจเคลือบด้วยสารสีเขียว สีม่วง สีแดง สีเหลืองอำพัน ไม่ควรเลือกเลนส์ที่ไม่มีสีซึ่งแสดงว่าเป็นเลนส์ที่ผ่านการล้างแล้วหลายครั้ง หรือเป็นเลนส์ที่คุณภาพไม่ดี ทดลองปรับโฟกัสว่าสามารถปรับระยะโฟกัสได้ชัดเจน ลองปรับตั้งแต่ระยะใกล้สุด ถึงไกลสุด วงแหวนปรับโฟกัสต้องไม่หลวมหรือฝืดเกินไป ถอดเลนส์ออกจากตัวกล้อง (กรณีเป็นกล้อง 35 มม. สะท้อนเลนส์เดี่ยว) ยกเลนส์ขึ้นแล้วมองจากด้านหลังของเลนส์จะต้องใส ไม่มีราเป็นจุด เป็นเส้น หรือเป็นฝ้ามัว เพราะจะทำให้ภาพไม่คมชัด ลองปรับรูรับแสง หลาย ๆ ขนาด สังเกตว่ารูรับแสงเปลี่ยนตามขนาดที่ต้องการหรือไม่ วงแหวนปรับรูรับแสงต้องไม่ฝืด หรือหลวม
    5. ทดสอบการทำงานร่วมกับไฟแวบหรือไฟแฟลช ลองติดตั้งไฟแวบหรือไฟแฟลชเข้ากับฐานสวมแฟลช (Hot shoe)ที่ส่วนบนของตัวกล้อง เปิดสวิทช์แล้วทดสอบโดยลั่นชัตเตอร์เพื่อทดสอบการทำงานสัมพันธ์กับไฟแวบหรือไฟแฟลช ต้องทำงาน พร้อม กับการลั่นชัตเตอร์เปิดฝาหลังกล้อง ปรับความเร็วชัตเตอร์ให้สัมพันธ์ กับการทำงานร่วมกับไฟแวบ ลั่นชัตเตอร์แล้วมองผ่านม่านชัตเตอร์ ต้องมองเห็นแสงลอดผ่านม่านชัตเตอร์
          6. ทดสอบระบบวัดแสงในตัวกล้อง ด้วยการทดลองวัดแสงโดยเทียบกับเครื่องวัดแสงภายนอก (ถ้ามี) ระบบ     
                 วัดแสงต้องแม่นยำ (การวัดแสงบางครั้งขึ้นอยู่กับขนาดของเลนส์ด้วยถ้าเลนส์มีความยาวมากจะทำให้     
                 ต้องเปิดหน้ากล้องให้กว้างขึ้น) ลองเปลี่ยน ISO หลาย ๆ ขนาด ทดสอบดูว่าระบบวัดแสงทำงานสัมพันธ์กันหรือไม่

                  ที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นเพียงการทดสอบเบื้องต้นเท่านั้น ทั้งนี้ก่อนตัดสินใจซื้อกล้องหากยังไม่มีความชำนาญพอ ควรปรึกษาผู้รู้ หรือมีผู้ที่มีความชำนาญและมีประสบการณ์คอยให้คำแนะนำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซื้อกล้อง ที่ผ่านการใช้งานมา แล้วหรือกล้องมือสอง และควรเลือกซื้อจากร้านที่ไว้ใจได้หรือจากคนที่รู้จักจะเป็นการดีเพื่อให้ได้กล้องที่มีประสิทธิภาพมาใช้งาน เพื่อประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย

มีคำถาม ?                      กลับหน้าแรก
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับกล้องถ่ายภาพ