หน้าหนาวปีนี้ พ.ศ.2545 มีข่าวบอกว่าจะหนาวยาวนานกว่าทุกปี แต่ก็คงไม่ใช่อุปสรรคในการสะพายกล้องออกท่องโลก เพื่อหาสิ่งที่ดีดีมาให้ท่านที่คลิกเข้ามาที่สตูดิโอแห่งนี้ต้องผิดหวัง พอดีได้เดินทางร่วมกับคณาจารย์ คณะนักศึกษาชมรมถ่ายภาพ สถาบันราชภัฏมหาสารคาม และนักศึกษาที่สนใจ ร่วม 50 คน ออกเดินทางไปฝึกประสบการณ์ในการถ่ายภาพนอกสถานที่ ซึ่งตอนนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยนัดหมายกันว่าจะเดินทางไปถ่ายภาพที่อุทยานแห่งชาติภูเรือ จังหวัดเลย ถึงแม้ว่าผมจะเคยเดินทางไป 2-3 ครั้งแล้ว แต่ก็นึกดู ครั้งสุดท้ายครบ 10 ปี พอดี และมีรอยประทับใจหลาย ๆ อย่าง ประกอบกับสไลด์ชุดที่เคยถ่ายมาเมื่อ 10 ปีก่อน เกิดสูญหายไปอย่างน่าเสียดาย เลยขอท่องป่าหนาวอีกครั้งแม้อายุจะมากขึ้นก็ตาม แต่ก็คิดว่าคงจะหนุ่มสดใสไปอีกนาน
05.00 น. คณะเดินทางก็พร้อมกันที่หน้าอาคาร 8 โดยใช้รถบัสคันเดิมที่เคยเดินทางไปทุ่งดอกกระเจียว ที่ จ.ชัยภูมิ เมื่อเทอมที่แล้ว การเดินทางทัศนศึกษาเพื่อบันทึกภาพนี้จะมีลักษณะเฉพาะ คือ ต้องตรงเวลา เพราะสภาพแสงและ ความงาม คงไม่คอยเราแน่ คณะเดินทางออกจากมหาสารคามตรงเวลา เดินทางผ่าน อ.โกสุมพิสัย เข้าสู่ตัวเมืองขอนแก่น ผ่าน อ.ชุมแพ และพักรับประทานอาหารเช้าที่ผานกเค้า ซึ่งเป็นข้อต่อระหว่าง อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น กับ อ.ภูกระดึง จ.เลย ถึงตอนนี้เวลาก็ล่วงเลยมาถึง 08.30 น. แต่แทนที่ทุกคนจะรีบหาอาหารลงกระเพาะ ทุกคนก็ตะลึงกับความเด่นสง่าของผานกเค้าซึ่งเด่นสง่า มีรูปร่างแปลกตา เสียงชัตเตอร์ก็ดังขึ้นเป็นระยะ อากาศหนาวก็เริ่มโชยพัดจนเกิดความรู้สึก แต่ก็เป็นเพียงความหนาวเย็นเล็กน้อยที่เป็นปกติวัสัย จนไม่รู้สึกสะทกสท้านประการใด ในใจทุกคนตอนนี้ คือ บันทึกผานกเค้าอันสูงใหญ่ลงแผ่นฟิล์มให้ได้ แต่สิ่งที่ลำบาก คือ แสงอาทิตย์ที่แผดจ้าเข้าหน้าเลนส์พอดิบพอดี
|
|
ต้องหามุมหลบให้มากที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดแสงแฟร์
หรือแสงผี
ที่กระทบกับหน้าเลนส์ทำให้ภาพเกิดมีสิ่งที่ไม่พึงประสงค์
โดยเฉพาะผู้ที่ใช้เลนส์ราคาที่ไม่ค่อยแพงเท่าใดนัก
ซึ่งเคลือบน้ำยาค่อนข้างบาง
เมื่อทานข้าวแกงเรียบร้อยแล้วก็ขึ้นรถพร้อม ที่จะเดินทางไป สู่จุดหมายปลายทางตามแผนที่วางไว้ |
| "ผานกเค้า" เลนส์ 35-70 มม. รูรับแสง f 11 ความเร็วชัตเตอร์ 1/250 วินาที |
10.25 น. ก็เดินทางมาถึงอำเภอภูเรือ ซึ่งช่วงนี้ต้องเดินทางขึ้นเขาตลอด ต้องอาศัยความชำนาญของคนขับ แต่ก็วางใจเพราะเขาคือมืออาชีพ เสียงเพลงลูกทุ่งพร้อมเสียงกลองก็ดังไม่ขาดระยะ เมื่อถึงทางแยกเข้าอุทยานแห่งชาติภูเรือ ต้องขอชมเชยทางอำเภอภูเรือที่รักษาความเป็นธรรมชาติและวิถีชีวิตแบบไทย ๆ ได้ครบถ้วน แต่ละบ้านจะปลูกดอกไม้สีสวยสดที่แปลกตา เพราะเป็นไม้เมืองหนาวที่หาดูได้ยาก
สักครู่ก็ถึงด่านตรวจของทางอุทยาน ซึ่งเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับอย่างดี พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการเดินทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ซึ่งมีระเบียบค่อนข้างรัดกุม ซึ่งทุกคนที่มาต้องศึกษาเงือนไขให้ดี
ถึงทางขึ้นอุทยาน มีทางเลือก 2 ทาง คือ เช่ารถเล็ก ซึ่งคือรถปิกอัพ แบบดัดแปลงที่นั่ง ซึ่งนั่งได้ประมาณ 10 คน โดยมีค่าเช่า 250 บาท ต่อเที่ยว หรือจะเลือกเดิน ประมาณ 2.8 กม. ฟรี ทุกคนมองตากันและพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "เดิน"
| การเดินเท้าดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ เสียงร้องเพลงเริ่มเป็นเสียงหายใจยาว และถี่ขึ้นเรื่อย ๆ คละเคล้ากับเสียงบ่นขึ้นมาแทนที่ เป็นข้อคิดสำหรับผู้ที่จะเดินทางไปเยือนอุทยานแห่งนี้ คือ ต้องเตรียมร่างกายให้พร้อม เพราะ 2.8 กม. ที่ว่ามันเดินขึ้นเขาตลอด จึงต้องใช้พลังงานเพิ่มอีกเท่าตัว แต่โชคดีที่อากาศที่นี่เย็นจับใจแม้จะใกล้เที่ยงแล้วก็ตาม |
|
|
เส้นทางเดินขึ้นอุทยานแห่งชาติภูเรือ |
เวลาผ่านไปชั่วโมงกว่า ๆ ก็ถึงที่พัก มีโรงอาหารสำหรับนักท่องเที่ยว ราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ จานละ 20 บาทเท่านั้น และเป็นมื้อเที่ยงที่อร่อยที่สุดในรอบหลายเดือน เพราะความเหนื่อย+หิว จากนั้นก็ตระเตรียมกางเต๊นส์ซึ่งเตรียมมาด้วย สีสวยสดของผืนผ้าใบทำให้ป่าแห่งนี้เริ่มมีสีสันและเสียงหัวเราะของวัยรุ่นหนุ่มสาว ไล่ความเหงาของราวไพรให้มีชีวิตขึ้นอีกครั้ง
|
|
|
|
บริเวณสถานที่พักแรม ที่ภูเรือ |
ต้นคริสต์มาสสีแดงสด อีกมุมหนึ่งของภูเรือ |
การเดินเท้าเริ่มอีกครั้ง ซึ่งเริ่มต้นเวลา 14.30 น. คราวนี้มีเป้าหมาย คือ ผาโหล่นน้อย ซึ่งจะมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบ ใช้เวลาเดินทางด้วยเท้า ประมาณ 35 นาที เดินขึ้นทางที่ลาดชันทำให้เหนื่อยเอาการ แต่พอถึงจุดหมายความเหนื่อยก็หมดไปเหลือความตื่นตาตื่นใจเข้ามาแทนที่ ไม่รอช้า เสียงลั่นชัตเตอร์ก็ดังขึ้นอีกเป็นระยะ และสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการบันทึกภาพ คือ ฟิลเตอร์โพราไรซ์ ซึ่งจะช่วยให้ท้องฟ้ามีสีเข้มขึ้น และทิวเขาที่สลับซับซ้อน ลดหลั่นโทนสีไปไกลสุดตา เหมือนภาพวาดด้วยสีน้ำจากปลายพู่กันของจิตรกร อย่างเหมาะเจาะ
|
ภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น เพราะต้องเดินต่อจาก
ผาโหล่นน้อยอีก ไปสู่จุดสูงสุดของภูเรือ
ซึ่งต้องเดินเท้าต่ออีก 500 เมตร
แต่โชคดีที่เป็นเส้นทางลาดยางเป็นแนวตลอด
ซึ่งทางอุทยานได้ปิดกั้นไม่ให้รถยนต์วิ่งขึ้นไปสร้างมลภาวะ
อันมีค่าของภูเรือ อันนี้เราเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง แต่พวกเราเลือกเดินเส้นทางศึกษาธรรมชาติ เคียงคู่กับถนนลาดยางซึ่งเดินทุกว้นอยู่แล้ว ก็สมหวังเพราะ ป่าไม้สมบูรณ์มาก และมีพรรณไม้หนาทึบขึ้นรายรอบทางเดินเท้า ทำให้การเดินเท้าราบรื่น ชุ่มเย็นยิ่งขึ้น |
|
|
ผู้พิชิตผาโหล่นน้อย |
|
|
|
|
เส้นทางเดินเท้า สู่ยอดภูเรือ บรรยากาศร่มรื่น
ชุ่มเย็น |
สีสันของพรรณไม้ |
สัก 20 นาทีจากผาโหล่นน้อย เราก็ถึงจุดหมาย คือ ยอดภูเรือซึ่งงามวิจิตร อากาศเย็นจนรู้สึกได้ ความสดชื่นของอากาศ ความงามโดยรายรอบ ทำให้พวกเราลืมความเหนื่อยไปได้อย่างหมดสิ้น เสียงกดชัตเตอร์ก็ดังขึ้นอีกเป็นระยะ และที่ยอดภูเรือนี่เองมีพระพุทธรูปประดิษฐานอย่างเด่นสง่า ทุกคนแวะขึ้นไปกราบพระเพื่อความเป็นศิริมงคล ก่อนที่จะบันทึกสีสันลงบนแผ่นฟิล์มอีกครั้ง
จะเป็นความโชคดี หรือความบังเอิญอย่างไรไม่ทราบ ได้มีพระภิกษุ 3 รูป ได้เดินทางมาที่ยอดภูเรืออย่างน่าเลื่อมใส พวกเราไม่รอช้ารีบกดชัตเตอร์ทันที ภาพที่ได้จึงมีความสมบูรณ์ และมีเรื่องราวยิ่งขึ้น
|
|
|
|
พระพุทธรูปและพระสงฆ์บนยอดภูเรือ |
ทิวทัศน์ยอดภูเรือ |
เป้าหมายในการเดินทางในครั้งนี้ มิได้สิ้นสุดอยู่เพียงแค่ยอดภูเรือ เพราะหลายคนอยากยลโฉมพระอาทิตย์อัสดงบนยอดภูเรือ ที่ร่ำลือกันว่าสวยสดงดงาม ไม่แพ้ที่ใดในประเทศไทย เราจึงเคลื่อนพลต่อไปยัง ผาหญ้าไผ่ ซึ่งห่างออกไปประมาณ 300 เมตร แต่โชคไม่เข้าข้างเรา เพราะการเดินทางในครั้งนี้เป็นปลายฤดูหนาว พระอาทิตย์ไม่ตกตรงผาหญ้าไผ่เสียแล้ว เราจึงเดินเท้าต่อไปยัง สวนหินพาลี ซึ่งห่างออกไปอีกประมาณ 500 เมตร
เหลือเวลาอีกเกือบ 2 ชั่วโมง กว่าจะได้ชมอาทิตย์อัสดง ในช่วงที่รอคอย หลายคนได้บันทึกภาพโดยรอบเพื่อเป็นที่ระลึก บางคนก็ถือโอกาสงีบหลับเพื่อพักผ่อน บ้างก็พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน แต่ที่น่าแปลกใจคือ โทรศัพท์มือถือมีสัญญาณเต็มเปี่ยมตลอดการเดินทางบนยอดภูเรือ เพื่อนที่พลาดโอกาสเดินทางในครั้งนี้ได้ส่งเสียงผ่านคลื่น จีเอสเอ็ม ถามถึงบรรยากาศและความงามบนยอดภูเรือ ผมจึงบรรยายความงามให้ฟังแบบเพิ่มเติมนิดหน่อยเพื่อเพิ่มรสชาด ในการรับฟัง
|
|
|
|
นักถ่ายภาพรุ่นใหม่ กับการรออาทิตย์อัสดง |
กิจกรรมยามว่าง นายแบบ นางแบบแจ้งเกิดเพียบ.....! |
|
|
18.30 น. โดยประมาณ ดวงอาทิตย์ที่เคยส่องแสงจ้าก็คล้อยต่ำลง ความสวยสดงดงามก็เผยโฉมออกมาให้เห็น เสียงรูดขาตั้งกล้องสลับกับเสียงลั่นชัตเตอร์ก็ดังขึ้น เป็นระยะ พร้อมกับเสียงพรรณาชื่นชมความงาม ไม่ขาดสาย ตอนนี้ใครอยากถ่ายภาพเดี่ยวกับดวงอาทิตย์ต้องเสียใจด้วยเพราะ ทุกคนคงไม่ยอมพลาดโอกาสทองในครั้งนี้ ซึ่งมีเวลาไม่ถึง 3 นาทีด้วยซ้ำไป กับการชื่นชมความงามในครั้งนี้ |
|
อาทิตย์อัสดง งดงามสมกับการรอคอย |
การเดินทางในขากลับก็เริ่มขึ้น อากาศเริ่มเย็นลง เย็นลง ไอหมอกเริ่มปกคลุม ความมืดริ่มแผ่กระจาย ครอบคลุมยอดภูเรือ การเดินทางในขากลับสร้างความตกใจเล็กน้อยเพราะหลายคนเริ่มชำนาญทางจนทำให้รู้จักทางลัด แต่ลัดไปลัดมาก็กลับมาที่เดิม แต่พวกเราก็เอาชนะปัญหานี้ได้อย่างไม่ยากเย็น
ขากลับ
การเดินทางสะดวกขึ้นเพราะเป็นการเดินลงเขาทำให้การเดินทางรวดเร็วขึ้นเท่าตัว
ประมาณ 1 ทุ่มเราก็ถึงที่พัก อาหารจานโปรดก็ลงสู่กระเพาะ
พร้อมกับเริ่มกิจกรรมยามค่ำคืน ตามแบบฉบับของชาวค่าย กองไฟ
เสียงกลอง เสียงกีตาร์
เพลงเพื่อชีวิตก็ดังขึ้นอย่างเรียบง่ายไม่มีเครื่องขยายเสียงหรือสิ่งอื่นใดมารบกวนธรรมชาติทั้งสิ้น
เพราะเราตระหนักเสมอว่าเราเป็นผู้มาเยือน ไม่ใช่ผู้มารุกราน
เสียงลั่นชัตเตอร์ก็ยังมีบ้าง สำหรับภาพที่แปลกตา
และเป็นภาพที่ผมชอบและถนัดที่สุด คือถ่ายภาพในที่มีแสงน้อย 21.30
น. กองไฟมอดลง ทุกคนกลับเข้าเต๊นส์
พรุ่งนี้ต้องเดินทางก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ลาก่อนวันที่ 31 มกราคม 2545
พอเข้านอนได้ไม่ถึงชั่วโมง
ความหนาวเย็นก็แสดงอานุภาพให้เห็น คำพูดที่ว่า
ภูเรือหนาวที่สุดในประเทศไทยก็ได้ให้เราทราบสรรพคุณหลัง 6
ทุ่มนี่เอง เสื้อมีกี่ตัวถูกดึงออกจากเป้ทั้งหมด
เป็นคืนที่หนาวเหน็บที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา
|
|
|
|
แคมป์ไฟใต้แสงจันทร์ อีกหนึ่งกิจกรรมก่อนนอน |
รุ่งเช้า 05.30 น. อากาศยังคงหนาวเหน็บ การเดินเท้าเริ่มอีกครั้ง คราวนี้เป้าหมาย คือ ผาซำทอง เพื่อชมพระอาทิตย์ดวงเดิมที่จะกลับมาส่องแสงให้ชาวโลกเห็นอีกครั้ง การเดินทางหลายคนเริ่มชำนาญขึ้น ความเหนื่อยจึงน้อยลง หลายคนนอนไม่หลับทั้งคืน เพราะอากาศหนาวเย็น การพูดคุยเริ่มน้อยลง เวลาประมาณ 06.00 น. เราก็ถึงจุดหมาย เตรียมตัวถ่ายภาพที่ผาซำทอง ที่เขาร่ำลือกันว่างามดั่งทองในยามรุ่งอรุณ ก็ไม่ได้ทำให้ทุกคนผิดหวัง 06.30 น. โดยประมาณ แสงทองได้ส่องฟ้าราวกับนัดหมายเอาไว้ ความงามยามเช้าสมกับคำร่ำลือ เสียงลั่นชัตเตอร์ดังไม่ขาดระยะ บางคนบ่นฟิล์มหมด น่าเสียดายมากเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ที่จะเดินทางครั้งต่อไปต้องรู้จักการประมาณการในการถ่ายภาพให้ดี
|
|
|
|
แสงทองและไอหมอกที่ผาซำทอง |
เสร็จจากการการถ่ายภาพ ก็ขอสักแชะ เป็นที่ระลึก |
สิ่งที่เหน็ดเหนื่อยที่สุด คือการเดินทางขากลับ อาจเป็นเพราะว่าอายุเข้าใกล้เลข 4 ไม่แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อน ความเมื่อยล้าจึงมาเยือน แต่ก็ดั้นด้นจนถึงจุดหมายจนได้ โดยอาจารย์ที่ร่วมเดินทางขับรถยนต์มารับ สร้างความแฮปปี้กันทั่วหน้า
สิ่งที่เราเสียดายมากที่สุด คือ เรามาช้าไปเพราะน้ำตกที่ขึ้นชื่อ ได้แห้งผากจากเราไปเสียแล้ว ถ้าจะให้สวยที่สุด คือ ช่วงเดือนตุลาคม ความงามจะพร้อมสรรพ แต่นักถ่ายภาพต้องคำนึงคือ นักท่องเที่ยวจะเยอะมาก อาจไม่สะดวกในการหามุมกล้องที่เหมาะสม เพราะทุกคนก็ต้องการชมความงามในมุมที่สวยที่สุด
09.30 น. การร่ำลาก็มาถึง ทุกคนเก็นสัมภาระขึ้นรถเพื่อเดินทางกลับ เราทิ้งไว้เพียงความทรงจำที่ประทับใจและมีค่าจนยากที่จะลืม สิ่งที่เราเก็บไปคือ ภาพถ่าย และเรื่องราวที่จะบอกเล่าต่อกันไปอย่างไม่จบสิ้น .....ลาก่อนภูเรือ
สอบถามข้อมูลการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติภูเรือ โทร. 0-4280-1716