ถ่ายภาพกลางหน้าฝนที่

ทุ่งดอกกระเจียว     

ประวิทย์  สิมมาทัน     เรื่อง / ภาพ 

        หลังจากที่คิดกันอยู่นานว่ากลางหน้าฝนแบบนี้จะไปถ่ายภาพที่ไหนดี เพราะอดไม่ได้ที่จะเป็นห่วง กล้อง และอุปกรณ์ถ่ายภาพที่แสนรัก  ซึ่งไม่ค่อยจะถูกโรคกับฝนและความชื้นสักเท่าไร สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินทาง ร่วมกับชมรมถ่ายภาพ สถาบันราชภัฏมหาสารคาม ซึ่งมีนักศึกษาวัยหนุ่ม สาว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา วิชาเอก เทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษา ซึ่งเรียนถ่ายภาพมาโดยตรง ซึ่งคณะที่ร่วมเดินทางร่วม 54 คน ซึ่งจะออกเดินทาง ไปถ่ายภาพดอกกระเจียวและบรรยากาศแห่งสายหมอก ที่อำเภอเทพสถิตย์  จังหวัดชัยภูมิ โดยนัดหมายว่าจะเดินทาง ในวันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม 2544 เวลา 01.00 น.เริ่มออกเดินทางจากจังหวัดมหาสารคาม เวลา 24.30 น. โดยนัดแบบฝรั่ง ไม่มียืดเยื้อหรือทดเวลาบาดเจ็บ ก่อนออกเดินทางได้ไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็นที่เคารพของชาวมหาสารคาม ขอให้เดินทางโดยปลอดภัย บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่มุ่งหวัง
                รถบัสเช่าเฉพาะกิจติดแอร์ธรรมชาติ ได้นำทั้ง 54 คน เดินทางผ่านจังหวัดมหาสารคาม อำเภอบ้านไผ่ อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น และมุ่งหน้าเข้าสู่จังหวัดชัยภูมิ ช่วงนี้นักถ่ายภาพรุ่นใหม่หลายคนก็สนุกสนานครื้นเครง ด้วยบทเพลงลูกทุ่ง และหมอลำ ตามประสา คนวัยมันส์ หลายคนหลับไหลด้วยความอ่อนเพลีย แต่มือยังกอดกระเป๋ากล้องไว้แน่นตามธรรมดาของผู้หลงไหล ในศิลปะการถ่ายภาพ ที่รักกล้องมากกว่าสิ่งอื่นใด   ถึงจังหวัดชัยภูมิเวลาประมาณตี 3 ครึ่ง  การเดินทางค่อนข้างรวดเร็วสำหรับถนนในยุคอีสานพัฒนา พวกที่นอนตั้งแต่เริ่มเดินทางลงจากรถยืดเส้นยืดสาย ต่างกับหนุ่มวัยมันส์ที่บันเทิงกับร็อคลูกทุ่งซึ่งหมดแรงไปตามเงื่อนไขของธรรมชาติ
                ความตั้งใจในครั้งแรกเพื่อให้เดินทางไปถึงจุดหมายอีกร้อยกว่ากิโลเมตรเพื่อให้ทันพระอาทิตย์ขึ้นประเดิมหน้าเลนส์สัก 4-5 ภาพ แต่โชคไม่เข้าข้างเพราะท้องฟ้าค่อนข้างมืดครึ้ม หลายคนเริ่มใจไม่ดี จะเป็นจั่งใดหนอ  คณะเดินทางได้มองริมสองข้างทางซึ่งเป็นป่า ทุ่งนา บ้านเรือนผู้คนหลายหมู่บ้าน หลายท้องทุ่ง เส้นทางเริ่มเล็กลงเรื่อย ๆ   และมีความรู้สึกว่าน้ำหนักตัวเริ่มทิ้งไปด้านหลัง ใช่ รถบัสกำลังขึ้นเขา โชเฟอร์ก็ใจสู้ เปิดเพลงตามยุคสมัยนิยมอย่างสะใจ เพลงไหนฮิต เพลงไหนดัง พี่มีครบ แวะปั้มรายทางอย่างรู้ใจ 07.20 น. ก็ถึงที่หมายอำเภอเทพสถิตย์ จังหวัดชัยภูมิ เห็นรถรา ผู้คนมากมายต่างสาระวนอยู่กับสัมภาระ  ทุกคนไม่รอช้า ลงจากรถพร้อมกระเป๋ากล้อง อย่างเร่งรีบ  พอสัมผัสกับอากาศยามเช้า ต้องขนลุกเพราะเย็นจับใจ ไอน้ำ ไอหมอกยังมืดครึ้มสำหรับช่วงเวลาที่เร่งรีบในเมือง  ทุกคนไม่รอช้าเพราะต้องเช่ารถสองแถวขึ้นเขาอีกประมาณ 2 กิโลกว่า ๆ 
                รถสองแถววิ่งโยกเยกขึ้นเขาในจังหวะที่เร้าใจพอเป็นพิธี 15 นาทีก็ถึงที่หมาย รีบลงจัดแถวตรวจเช็คว่ามีผู้ใดสูญหายหรือไม่ และแยกย้ายกันเดินทาง พร้อมกับนัดหมายเวลา 10.00 น. มาพร้อมกันที่ตรงนี้นะ  ตรงนี้สายหมอกยังปกคลุม หลายคนเริ่มหนาวเย็น แต่คงไม่ใช่อุปสรรคในการเดินทาง เพราะจุดหมายของทุกคนคือ การลั่นชัตเตอร์เก็บภาพกลับสารคามให้ได้
  ผมเองก็ไม่รอช้า หยิบกล้อง Nikon FM2 ออกจากกระเป๋า พร้อมเลนส์ซูม 35-70 มม. บรรจุฟิล์มสไลด์ ฟูจิ Provia  และไม่ลืมถอดฟิลเตอร์ ยูวี หรือฟิลเตอร์ ตัดหมอกที่หน้าเลนส์ เพื่อบันทึกภาพสายหมอกดั่งตาเห็น นักถ่ายภาพมือใหม ่ หลายคนตกม้าตายเพราะเรื่องนี้มากเพราะถ่ายภาพออกมา สดใสเด่นชัดไม่เห็น หมอกสักหยด เพราะที่แท้ลืม ถอด ฟิลเตอร์นี่เอง การวัดแสงค่อนข้างง่าย เพราะ แสงจะค่อน ข้างเฉลี่ยทั้งภาพ วัดแสงให้Normal ระวัง อย่าง เดียว อย่าให้แสงจากท้องฟ้าเข้าหน้าเลนส์มากจะวัดแสงพลาดได ้

จุดเริ่มต้นแห่งการเดินทาง
หน้ากล้อง f 5.6 ความเร็วชัตเตอร์ 1/60

            การเดินทางเริ่มเข้มข้นขึ้น หลายคนใจร้อนอยากเห็นทุ่งดอกกระเจียวว่าจะงามสมคำร่ำลือหรือไม่  เดินลัดเลาะป่าเพียง อึดใจ เดียว ก็พบกับ จุดชมวิว บนหน้าผาสูงชัน เสียงลั่นชัตเตอร์เริ่มดังขึ้นเป็นระยะ มีดอกไม้ป่าพันธุ์แปลกตามากมาย หลายคนสมใจอยู่กับการถ่ายภาพ
ทิวทัศน์ของภาคอีสานจากมุมสูงที่ตื่นตาเวิ้งกว้าง  แต่ข้อเสีย คือ โล่งไปนิด หาจุดเด่นไม่ค่อยเจอแต่ก็แก้ปัญหา โดยมีนายแบบ และนางแบบเฉพาะกิจ เป็นจุดเด่นทำให้ภาพน่าดูขึ้นเยอะ ต่างคนต่างแยกย้ายไปหามุมที่คิดว่าสวยและถนัดที่สุด ด้วยความหวังอยากได้ภาพสวย ๆ มาอวดกัน และเป็นผลงาน ระหว่างเรียนรู้อีกด้วย บางรายถึงขนาดลงทุนนอน ราบกับพื้น อย่างไม่เสียดายชุดเก่ง  ไม่เป็นไรครับมันซักออก  แต่ช่วงเวลานี้ขอแชะ แชะ แชะ ให้สมความตั้งใจก่อน

  นักศึกษากำลังบันทึกภาพดอกไม้ป่าที่แปลกตา
หน้ากล้อง f 5.6  ความเร็วชัตเตอร์ 1/125

 สิ่งที่ต้องระวังในการถ่ายภาพวัตถุขนาดเล็กในระยะใกล้คือ ภาพจะสั่นไหวได้ง่าย จึงควรใช้ขาตั้งกล้องช่วย หรือใช้ความเร็วชัตเตอร์ให้สูงเข้าไว้ อีกทั้งดอกไม้ต้องลมจะสั่นไหวตลอดเวลา  ภาพทางด้านซ้ายมือใช้เทคนิคการเปิดหน้ากล้องให้กว้างที่สุด ได้ประโยชน์สองต่อ คือ ภาพที่ได้จะเป็นภาพชัดตื้น ฉากหลังที่รกรุงรังก็หายไป อีกทั้งยังได้ความเร็วชัตเตอร์ที่สูง ตัดปัญหาการสั่นไหวได้เลย
                 การวัดแสงวัดเฉพาะจุดบริเวณกลางดอก ซึ่งรับแสงมากกว่า ฉากหลัง  จัดองค์ประกอบให้ดอกชูเชิดขึ้นด้านบน เพื่อไม่ให้ ภาพ หลวมเกินไป ภาพจะได้อย่างที่เห็น

  ดอกไม้ป่าระหว่างการเดินทาง
ถ่ายด้วยเลนส์ 50 มม.  วัดแสงที่กลีบดอก  หน้ากล้อง f 1.4  ความเร็วชัตเตอร์  1/250

                การเดินทางเพิ่งเริ่มต้น ต่างลุ่มหลงกับความงามจนพลัดกันไปคนละทางสองทาง  ผมตัดสินใจเดินหน้าตามทางเลาะเชิงเขา มีเด็กนักเรียนจากชลบุรี เดินทางมาทัศนศึกษานอกสถานที่ร่วมเดินทาง  แล้วก็มาถึงทางสามแยก เลยต้องใช้ตัวช่วย  ถามคนที่ผ่านมา  ทุ่งดอกกระเจียวไปทางไหนครับ เขาชี้มือไปด้านหน้า ทางโน้นครับ  คณะเดินทางเปลี่ยนทิศทางทันที จากการเลี้ยวซ้าย เป็นเดินหน้า ลัดเลาะชายเขามาเรื่อย ๆ เพื่อนใหม่เยาวชนหนุ่มสาว อายุราว 15-16 ขวบ เดินนำหน้าอย่างสนุกสนาน  เดินได้สักพักเสียงแห่ง ความ สนุกก็เงียบลง ทุกคนเงียบ พิถีพิถันกับการย่างเท้าที่เริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ  แม้แต่ผมเองกระเป๋ากล้องก็หนักขึ้นเรื่อย ๆ หลังเริ่มเปียก บ่าเริ่มแดง ทั้งที่อากาศค่อนข้างเย็น  ไม่นานก็แว่วยินเสียงเด็กวัยรุ่นสนุกสนานกันจำนวนมาก ต่างฝ่ายต่างเร่งฝีเท้า สีหน้าเริ่มดีขึ้น สักพัก ความเหนื่อยก็หายไป เมื่อพบกับก้อนหินรูปทรงแปลกตายืนท้าสายลมบนยอดเขา อย่างพอเหมาะราวกับงานปฏิมากรรมชั้นยอด ไม่รอช้า เล็งกล้องแล้วกดอีกครั้ง แต่คราวนี้มีปัญหาอีกอย่างคือ ลมเริ่มแรง ท้องฟ้าเริ่มมืดดำ  ส่อเค้าฝนตกแน่ ใจเริ่มไม่ดี กดได้ 2-3 รูป ดึงถุงดำจากกระเป๋ากล้องมาห่อหุ้มกล้องที่แสนรักเอาไว้  พออุ่นใจห่างไกลความชื้น เด็กวัยรุ่นทั้งหลายมองแปลก ๆ เอ! พี่เขาเอา ถุงขยะ มาทำไม  มองลอดเลนส์ออกไปจัดองค์ประกอบให้หินก้อนงามผงาดอยู่ด้านบนซ้ายของภาพเผื่อระยะทางตามการโน้มเอียงของก้อนหิน

วัดแสงให้ Over ครึ่ง Stop เพื่อเก็บรายละเอียดของก้อนหิน และจาก การที่มีผู้คนมากมายทำให้ภาพดูสนุกและน่าสนใจยิ่งขึ้น ตรงนี้เองได้เพื่อนใหม่หลายคน เพราะอาสาถ่ายภาพ ให้เพื่อน รุ่นน้องถึงรุ่นหลานไปหลายภาพ
               เหตุการณ์ที่แปลกประหลาดก็เกิดขึ้น พระอาทิตย์เคลื่อนที่ จากหมู่เมฆอย่างรวดเร็ว ท้องฟ้ามืดครึ้มกลายเป็นสว่างจ้า ด้วยไอแดด หลายคนโห่ร้องยินดี  บางคนเริ่มบ่นเรื่องความร้อนจากเปลวแดด

  ป่าหินงาม ถ่ายด้วยเลนส์ 35 มม.
หน้ากล้อง f 8 ความเร็วชัตเตอร์ 1/125

                09.30 น. เริ่มออกเดินทางจากป่าหินงาม ตอนนี้เหลือเพียงคนเดียวแล้ว เพราะเพื่อนรุ่นน้องยังสนุกอยู่กับการถ่ายภาพ ตัดใจจากความสนุกไว้เบื้องหลังเดินหน้าต่อ เพราะไม่รู้ว่าระยะทางอยู่อีกไกลแค่ไหน ระหว่างทางได้พบกับความงามของทุ่ง ดอก กระเจียวที่เรียงรายเป็นระยะ  เมื่อดูใกล้ ๆ มันคือดอกบัวสวรรค์ ที่เป็นตระกูลเดียวกับดอกกระเจียว สีแดงสด ต่างจากดอก กระเจียว ที่ทานกับข้าวในตอนเช้าที่มีขายตามท้องตลาดที่มีสีม่วงอ่อน  ไม่นานก็พบกับความแปลกใจจนอดหัวเราะไม่ได้ เพราะมาถึงจุดที่ลงรถบัส เมื่อเช้า ทันเวลา 10.00 น.พอดิบพอดี แต่มาถึงคนละจุด  แต่โชคดีที่โทรศัพท์มือถือมีคลื่นอยู่ 2 ขีด เลยใช้เป็นสื่อในการนัดแนะประสานงาน

 ไม่นานคณะนักศึกษาก็เดินทางลงมาถึง สิ่งที่ต้องการตอนนี้ คือ ก๋วยเตี๋ยวร้อน ๆ โค้กเย็น ๆ สักกระป๋อง ก็สมปรารถนา เพราะมีจำหน่ายในราคาย่อมเยา ชามละ 25 บาท  แต่หลายคนยังสนุกไม่เลิก ยังถ่ายภาพกับดอกกระเจียวที่ทางอุทยาน ปลูกไว้หน้าสำนักงานอย่างสนุกสนาน ผมจึงทราบจากการบอกเล่าว่า ได้พลาดการชมทุ่งดอกกระเจียวทุ่งใหญ่ ซึ่งเป็นไฮไลท์ เสียแล้ว เพราะเดินผิดทางแต่ต้น  แต่ก็ภูมิใจที่ได้ชมป่าหินงามคนเดียว

ดอกกระเจียว (บัวสวรรค์) ระหว่างทางเดิน
หน้ากล้อง f 1.4 ความเร็วชัตเตอร์ 1/250

                    การเดินทางยังไม่ยุติแค่จุดนี้ ทั้งคณะเดินทางต่อไปยังอุทยานแห่งชาติไทรทอง ซึ่งห่างออกไปประมาณ 20 กิโลเมตร  ในช่วงนี้ไม่ค่อยได้ยินเสียงพูดคุยหยอกล้อระหว่างการเดินทางเพราะทุกคนคงเมื่อยล้าจากการเดินทาง ไม่นานก็เดินทางมาถึง แต่เส้นทางต้องวัดใจเล็กน้อยเพราะเป็นเนินเขา ลาดชัน  เมื่อลงจากรถเป็นช่วงเที่ยงพอดี  ส้มตำไก่ย่าง บริเวณหลังอุทยานทำให้ไล่ ความหิวไปจากความรู้สึกได้เป็นอย่างดี ในสนนราคาที่ไม่แพงมากนัก  เดินเท้าต่อขนานตามลำธารน้ำใสค่อนข้างบางใสเหมือนแผ่นกระจก  ประมาณ 300 เมตรก็มาถึงน้ำตกไทรทอง เป็นน้ำตกเตี้ย ๆ  ประมาณ 4 เมตร  เด็ก ๆ เล่นน้ำอย่างสนุกสนาน มีผู้ใหญ่คอยดูอยู่ห่าง ๆ
                    ทุกคนไม่รอช้าให้สายน้ำพลัดพรากไปมากกว่านี้  สิ่งที่ขาดไม่ได้คือขาตั้งกล้องเพราะต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ต่ำมาก เพื่อลดรายละเอียดของสายน้ำ ให้เกิดความพริ้วให้มากที่สุด สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือ ปรับรูรับแสงให้แคบที่สุดเพื่อประโยชน์ 2 อย่างคือ ได้ความเร็วชัตเตอร์ที่ต่ำที่สุด  และชัดลึกให้มากที่สุด  แต่ก็มีอุปสรรคอยู่บ้าง คือหาที่วางกล้องค่อนข้างยาก เพราะพื้นที่ราบ เต็มไปด้วยหนุ่มสาว ตลอดจนวัยชราที่มาร่วมชื่นชมความงามเยอะมากเนื่องจากเป็นวันหยุด แต่ก็ให้ความร่วมมือกับนักถ่ายภาพเป็นอย่างดี

กดชัตเตอร์ไปไม่กี่ภาพ กะว่าช่วงเย็นจะมาถ่ายภาพ นี้ อีกครั้ง เพราะ แสงแดดจะอ่อนลงมาก และคาดว่าผู้คนจะน้อยลง คงจะได้ ความ เร็ว ชัตเตอร์ที่ต่ำกว่านี้ ตอนนี้สิ่งที่คิดถึงอย่างมากคือฟิลเตอร์ ND หรือฟิลเตอร์ลดแสง ซึ่งไม่มีใครติดกระเป๋ามาด้วยเลย 
          ทุกอย่างไม่ง่ายอย่างที่คิด พอแดดเริ่มอ่อนฝนก็เริ่มลงเม็ด และตกหนักในช่วงบ่ายถึงค่ำ  ทำให้อดถ่ายภาพความงาม ของ น้ำตก ไทรทองไปอย่างน่าเสียดาย หนุ่ม ๆ ที่ช่วยกันกางเต๊นซ์ ก็ต้อง หลบ หนีฝนกันอลม่าน ส่วนผู้หญิงรีบขนกล้องขึ้นบนรถบัสอย่างเร่งด่วน เพราะความรักกล้อง ซึ่งเป็นเครื่องมือหากินไม่ถูกกับความชื้น และไอน้ำ นั่นคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในสถานการณ์แบบนี้

น้ำตกไทรทอง
รูรับแสง f 22  ความเร็วชัตเตอร์ 1/4

                    ตกค่ำลง สิ่งที่เตรียมการแสดง หรือกิจกรรมรอบกองไฟต้องระงับเพราะฝนตกหนัก  อาหารมื้อเย็น คือ มาม่า โดยได้รับความ อนุเคราะห์น้ำร้อนจากแม่ค้าผู้ใจดี ช่วยเหลือเรื่องที่พัก อาหารการกินอย่างน่าประทับใจ ตลอดจนเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ได้ให้ความช่วยเหลือ เป็นอย่างดี ทุกคนประทับใจมาก และแยกย้ายเข้านอนตั้งแต่ 3 ทุ่ม
                    เวลา 03.00 น. การเดินทางได้เริ่มต้นอีกครั้ง คราวนี้จะเดินทางไปทุ่งดอกกระเจียวใหม่ ซึ่งยังคงมีความบริสุทธิ์ และเป็น ธรรมชาติ มากกว่าตอนกลางวัน คราวนี้ขึ้นเขาของจริง เส้นทางทุลักทุเล ถ้าไม่ใช่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ หรือรถลุยป่าบอกได้คำเดียวว่าหมดสิทธิ์  เพราะลุยลำธาร ป่า เส้นทางลาดชัด เลาะริมผา โดยได้รับความเอื้อเฟื้อจากเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ อาสาขับรถ 6 ล้อถึง 2 คัน นำพา พวกเรา สู่จุดหมาย ถึงเป้าหมายเวลา 04.00 น. ตรงเวลาดีมาก มีเจ้าหน้าที่รออยู่แล้ว 2-3 คน เพื่อนำทางให้พวกเรา แต่ต้องรอประมาณชั่วโมงกว่า ๆ เพราะเส้นทางค่อนข้างลำบาก ยากแก่การเดินทาง ประกอบกับห่วงว่าพวกเราจะได้รับอันตราย เป็นความคิดที่ถูกต้อง 
                ตี5 เริ่มออกเดินทาง เส้นทางเย็นชุ่มด้วยไอหมอก ผ่านกอหญ้าสูงท่วมหัวลัดเลาะสักพักก็มาถึงหน้าผาที่มีชื่อน่ากลัวมากสำหรับบุรุษ คือผา....หด อะไรหดนั้นให้หาคำตอบเอาเองเพราะอากาศค่อนข้างหนาวเย็น  มองด้านล่างเห็นไอหมอก ปกคลุมเป็นเวิ้งกว้าง จุดนี้เองการ ถ่ายภาพก็ได้เริ่มขึ้นอีก แสงสว่างเริ่มไล่ความมืดดำออกจากม่านตา  เสียง แชะ แชะ แชะ ดังเป็นระยะ ๆ  หลายคนบ่นฟิล์มใกล้หมด แต่ ต้องอดใจเพราะมีสิ่งสวยงามรออยู่เบื้องหน้าอีกมาก 

ทิวทัศน์บริเวณผาหำหด ซึ่งอากาศค่อนข้างเย็นแม้จะเป็นหน้าฝน
หน้ากล้อง f 5.6 ความเร็วชัตเตอร์  1 วินาที

  เส้นทางระหว่างการเดินทางไปทุ่งดอกกระเจียวใหม่

                เราอยู่จุดนี้ประมาณ 45 นาทีการเดินทางก็เริ่มเดินทางต่อ เห็นเจ้าหน้าที่บอกว่าอีกประมาณ กิโลกว่า ๆ  ฟังเหมือนใกล้ แต่สภาพเส้นทางที่เป็นธรรมชาติจริง ๆ นั้นใช้เวลาพอสมควร แต่โชคดีที่มีดอกไม้ป่าให้ถ่ายภาพตลอดทาง แต่ก็ไม่มีเวลามากนัก เพราะต้องรีบไปให้ทันพระอาทิตย์ยามเช้าที่ทุ่งดอกกระเจียวมากกว่า 
                ครู่เดียวก็มาถึงที่หมาย สมกับความเหนื่อยยาก เพราะทุ่งดอกกระเจียวทุ่งนี้มีความงามและความบริสุทธิ์ที่ปกคลุมด้วยไอหมอก อย่างสวยสด ทุกคนไม่รออะไรอีกแล้ว เสียงลั่นชัตเตอร์ดังถี่ขึ้นกว่าทุกที่ที่ผ่านมาเหมือนมวยคู่เอกที่ทุกคนรอคอย  ถอดฟิลเตอร์ตัดหมอก  ตอนนี้สภาพแสงเริ่มถือกล้องด้วยมือได้แล้ว พวกเรามีจิตสำนึกรักษ์ธรรมชาติเสมอ ไม่เหยียบย่ำ ทำลาย เพียงเพื่อความสนุก ระวังทุกย่างก้าว  น่าเห็นใจทัวร์คณะอื่นที่ร่วมเดินทางมาด้วยที่ใช้กล้องอิเล็กทรอนิกส์เพราะเห็นหลายคนกดชัตเตอร์ไม่ลงเนื่องจากสภาพอากาศที่ชื้นและเย็น ทำให้ระบบไม่ทำงาน มีแต่คณะเราที่รายได้น้อยเลยใช้กล้องแบบปรับด้วยมือ จึงไม่มีอะไรมาเป็นอุปสรรคอีกแล้ว

สภาพอากาศและดอกกระเจียวที่หาดูได้ยาก

  มุมนี้เหมาะแล้ว  แชะ

มุมนี้ก็ดีนะ

นี่ ! อย่าบังได้ไหม กำลังมันส์

แสงสีทองเริ่มส่อง เป็นความงามอีกแบบ

นางแบบสมัครเล่น ในสภาพแสงที่ครึ้มหมอก แปลกตาดี

                     ถ่ายภาพได้สักพักเวลาเดินทางกลับก็มาถึง ทุกคนต่างมองทุ่งดอกกระเจียวด้วยสายตาที่แสนเสียดายทีเวลาน้อยไปนิด แต่ภารกิจ ข้างหน้ายังมี ลาก่อนทุ่งดอกกระเจียว ทุกคนมั่นใจว่าจะต้องมาอีกให้ได้
                    แดดเริ่มแรงกล้าขึ้นในเส้นทางเดินกลับ ความเหนื่อยเริ่มมาเยือน ผมหมดแรงเอาโนนสุดท้ายอย่างดื้อ ๆ เป็นการนั่งพัก ครั้ง แรกตั้งแต่เริ่มเดินทาง แต่ก็มีน้ำอัดลมเย็นเจี๊ยบที่เจ้าหน้าที่นำมาจำหน่ายได้คลายเหนื่อย เป็นน้ำอัดลมกระป๋องที่อร่อยทีสุดในรอบปี 
รถหกล้อทั้งสองคันเริ่มเคลื่อนที่อีกครั้ง คราวนี้ถึงจุดหมายรวดเร็วกว่าเพราะเป็นตอนกลางวัน ผมสังเกตเห็นป้ายที่บอกว่า สูงกว่าระดับน้ำทะเล 900 เมตร  จึงทำให้เข้าใจธรรมชาติของสภาพอากาศได้พอสมควร
                    ถึงที่พัก พักให้สมที่สักครู่ก็ตกลงกันว่า เราจะเดินอีกครั้ง ไปที่น้ำตกชวนชม ซึ่งห่างจากทีพักประมาณ 2 กิโลเมตร เราจึงพร้อมใจกันเดินขึ้นเขาอีกครั้ง ๆ นี้ลำบากหน่อยเพราะขึ้นเขาตลอด สลับกับธาร น้ำไหลผ่านแผ่นหินพองาม พอให้ได้เก็บภาพ2-3 ภาพ ถึงน้ำตกชวนชมก็เกือบเที่ยงวัน ชวนชมสมชื่อ มีความสะอาด บริสุทธิ์ น้ำตกมีปริมาณพองามไม่มากไม่น้อย เป็นจุดสุดท้าย ของการถ่ายภาพ ในครั้งนี้  และสุดท้ายมีการแนะนำเรื่องการถ่ายภาพบุคคลเพราะสภาพแสงสวยมาก แต่น่าเสียดายที่หลายคนฟิล์มหมดเสียแล้ว

ถึงจุดนี้ นักเดินทางยังยิ้มได้ เส้นทางไปน้ำตกชวนชม จะมีธารน้ำไหลตลอด

                งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา บ่ายวันอาทิตย์พวกเราทุกคนต้องเดินทางกลับมหาสารคาม เพื่อเริ่มต้นเรียนหนังสือในวันจันทร์  บรรยากาศค่อนข้างเงียบผิดปกติ ไม่ใช่เพียงความเหนื่อยล้า แต่เป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย หลายคนบอกว่าต้องกลับมาอีกแน่นอน อย่างน้อยก็เก็บความประทับใจไว้หลายม้วน............ลาก่อนทุ่งดอกกระเจียว

 

กลับหน้าแรก